Home Uncategorized ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าไทย ปี 65 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยชี้ค่ายรถจีนขึ้นแท่นผู้นำตลาด

ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าไทย ปี 65 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยชี้ค่ายรถจีนขึ้นแท่นผู้นำตลาด

0

ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) ในไทยเนื้อหอม หลังภาครัฐออกมาตรการส่งเสริมการสร้างตลาดรถยนต์ไฟฟ้า ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์ค่ายรถ EV สัญชาติจีน มีโอกาสก้าวขึ้นเป็นผู้นำตลาดในไทย
    
ภายหลังจากรัฐบาลไทยออกมาตรการใหม่ เพื่อส่งเสริมการสร้างตลาดรถยนต์ไฟฟ้าขึ้นในประเทศ โดยให้การสนับสนุนทั้งในส่วนของผู้ซื้อรถยนต์ ผู้ผลิตรถยนต์ และธุรกิจให้บริการชาร์จรถไฟฟ้า ทำให้ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในไทยปรับเข้าสู่โหมดการแข่งขันอย่างคึกคักขึ้นมาทันที
    
ดังเห็นได้จากความสนใจในการจองรถยนต์ในงานมอเตอร์โชว์ 2565 นำโดยค่ายรถจีน เอ็มจี (MG) กับค่ายรถ เกรท วอลล์ มอเตอร์ (Great Wall Motor: GWM) มียอดจองรวมกันมากกว่า 2,000 คัน ถึงแม้ในแง่ภาพลักษณ์ของแบรนด์จะยังใหม่และมีฐานตลาดน้อยกว่าเจ้าตลาดเดิมก็ตาม แต่เพราะมีความพร้อมในแง่ของเทคโนโลยีและมีสต๊อกสินค้ามากพอสำหรับนำเข้ามาจำหน่ายได้ทันที จึงอาศัยช่องว่างทางการตลาดสร้างฐานลูกค้าได้ก่อนค่ายรถกระแสหลักที่คาดว่าจะเริ่มทำตลาดได้ในช่วงปลายปี
    
ด้านกลยุทธ์ที่ค่ายรถจีนเลือกที่ใช้บุกตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในไทย ที่ใช้กลยุทธ์ในการเลือกผลิตภัณฑ์บุกตลาดกับการตั้งราคาที่ดึงดูดใจผู้ซื้อ ประกอบกับได้รับแรงหนุนของมาตรการทางด้านภาษีและเงินสนับสนุนของภาครัฐ 70,000-100,000 บาทมาช่วยกระตุ้น ทำให้กลยุทธ์ดังกล่าวกลายเป็นจุดแข็งของค่ายรถจีน

     ส่งผลให้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) สัญชาติจีน ขยับราคาลงไปสูสีกับรถยนต์ใช้น้ำมันที่ไม่ได้รับการสนับสนุนของภาครัฐ ท่ามกลางสถานการณ์ราคาน้ำมันแพงที่ยังไม่มีทีท่าจะจบลง ทำให้รถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติจีนมีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น ทำให้ได้เปรียบในการสร้างความรับรู้และชิงส่วนแบ่งการตลาดได้ก่อนเลยในทันที
    
จะเริ่มเห็นสัญญาณการบุกตลาดและเข้ามาลงทุนของค่ายรถสัญชาติจีนรายใหม่ๆ ที่ชัดเจนขึ้น ทั้งที่เข้ามาลงทุนตั้งฐานการผลิตเอง และที่ร่วมมือกับผู้ประกอบการไทยให้เป็นผู้ประกอบรถให้ โดยเฉพาะในช่วงครึ่งหลังของปีที่ผู้ซื้อรถยนต์ไฟฟ้า(EV) อาจได้เห็นรถยนต์หลายรุ่นที่ลงมาแข่งขันกันในตลาดกลุ่มแมส (Mass) ยิ่งขึ้นกว่าปัจจุบัน
    
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้คาดการณ์ว่า ปี 2565 นี้ รถยนต์ไฟฟ้า (EV) สัญชาติจีน จะมีโอกาสสร้างส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นจาก 58% ของยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า รวมในปีที่แล้วขึ้นเป็นกว่า 80% ในปีนี้ จากยอดขายรถยนต์ไฟฟ้ารวมที่คาดว่าจะมีมากกว่า 10,000 คัน ขยายตัวมากกว่า 412.0%(YoY) หลังปีที่แล้วจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกที่ 1,954 คัน
    
กลุ่มผู้ซื้อหลักนอกจากเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อ และได้รับผลกระทบน้อยจากภาวะเศรษฐกิจแล้ว อีกกลุ่มที่ช่วยดันยอดให้ขึ้นสู่ตัวเลขดังกล่าว น่าจะเป็นกลุ่มลูกค้า Fleet องค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนซึ่งมีศักยภาพในช่วงที่ตลาดผู้บริโภคส่วนใหญ่กำลังเผชิญกับภาวะกำลังซื้อชะลอลง
    
ส่วนรถยนต์ไฟฟ้า (EV) สัญชาติตะวันตกที่มีกลุ่มเป้าหมายเป็นกลุ่มผู้ซื้อมีศักยภาพสูง แม้บางค่ายรถจะไม่ได้เข้าร่วมโครงการของภาครัฐ แต่ก็จะได้แรงกระตุ้นจากอานิสงส์ของการเร่งขยายสถานีชาร์จ เพิ่มความเชื่อมั่นของผู้บริโภคให้สูงขึ้น ขณะที่ค่ายญี่ปุ่นที่อาจเข้ามาทำตลาดได้ช้ากว่าค่ายอื่น จึงทำให้มีช่วงเวลาในการสร้างส่วนแบ่งในตลาดในปี 2565 นี้สั้นกว่า แต่หากทำราคาได้ดีและเหมาะสมเชื่อว่าในปี 2566 อาจมีโอกาสกลับมาทวงส่วนแบ่งการตลาดคืนได้
    
ปัจจัยสำคัญที่หนุนให้ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในปีนี้เติบโตได้อย่างก้าวกระโดดมาจากแนวทางการส่งเสริมการสร้างตลาด และระบบนิเวศที่เอื้อต่อการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นจากทางภาครัฐ อย่างการใช้มาตรการด้านภาษี รวมถึงการให้เงินสนับสนุนที่ช่วยทำให้ระดับราคาปรับลดลงมาก รวมถึงการสนับสนุนให้เกิดสถานีชาร์จไฟฟ้า และที่อาจจะได้เห็นตามมาในอนาคต เช่น การช่วยติดตั้งตู้ชาร์จไฟฟ้าให้ที่บ้าน รวมถึงการขอมิเตอร์พิเศษแยกออกจากมิเตอร์ไฟบ้าน เป็นต้น ซึ่งจะช่วยทำให้รถยนต์ไฟฟ้าที่ขายในประเทศตั้งราคาได้ถูกลง โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟฟ้าระดับ Mass เนื่องจากไม่ต้องมีการคำนวณเงินค่าตู้ชาร์จไฟฟ้าเข้าไปในราคารถยนต์ที่ขาย
   
ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนเองก็เล็งเห็นถึงโอกาสเติบโตจึงเร่งเครื่องกระตุ้นตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ด้วยอีกทางเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการให้สินเชื่อพิเศษสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า และการเริ่มหาช่องทางขยายจุดชาร์จไฟฟ้าไปตามสถานที่หลากหลายเพิ่มขึ้น เช่น อาคารที่อยู่อาศัย อาคารสำนักงาน โรงเรียน โรงพยาบาล ธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ เป็นต้น รวมถึงขยายไปทั่วประเทศ ทำให้ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้า สามารถหาสถานที่ชาร์จไฟฟ้าได้สะดวกรวดเร็วขึ้นกว่าในอดีต
    
อย่างไรก็ตาม ปัญหาความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนที่กำลังปะทุอยู่ในปัจจุบัน อันนำมาซึ่งวิกฤติราคาพลังงานที่ยังไม่รู้ว่าอนาคตจะจบเมื่อไหร่ ทำให้ต้องมีการปรับขึ้นค่า FT ซึ่งมีผลให้ค่าไฟเพิ่มสูงขึ้น และอีกด้านก็ยังนำมาสู่ปัญหาการขาดแคลนชิ้นส่วนรถยนต์ รวมถึงต้นทุนสินแร่ที่ใช้ในการผลิตแบตเตอรี่ และชิ้นส่วนอื่นที่เพิ่มสูงขึ้นด้วย ทำให้มีโอกาสที่ราคารถยนต์ไฟฟ้า (EV) ของค่ายที่ไม่ได้รับการสนับสนุนจะปรับเพิ่มขึ้น รวมถึงโอกาสที่ความสามารถในการผลิตรถยนต์เพื่อนำเข้ามาขายในไทยอาจจะไม่เพียงพอรองรับคำสั่งซื้อที่เกิดขึ้นได้
    
เนื่องด้วยไทยเป็นตลาดรถที่มีระดับราคาขายปลีกสูงกว่าประเทศผู้ผลิตต้นทาง ประกอบกับการแข่งขันเพื่อสร้างการรับรู้ของแบรนด์ในตลาดปัจจุบันมีสูง เนื่องจากกำลังได้รับการสนับสนุนด้านราคาจากทางภาครัฐ จึงมีโอกาสที่ค่ายรถอาจดึงรถยนต์ไฟฟ้า (EV) บางส่วนมาเร่งทำตลาดที่ไทยก่อน
    
ยอดขายรถในประเทศรวมปี 2565 ยังเผชิญแรงกดดันจากปัญหาขาดแคลนชิ้นส่วนและกำลังซื้อที่ชะลอลงจากปัญหาราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้น ดันยอดขายปิดที่ราว 825,000 คัน

แม้ปัญหาการระบาดของโควิดในปัจจุบัน จะไม่นำไปสู่แนวทางการล็อกดาวน์และทำให้เศรษฐกิจไม่หยุดชะงัก ดังเช่น 1-2 ปีก่อน แต่ผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนดังกล่าว ส่งผลให้ปัญหาชิ้นส่วนรถยนต์อย่างชิปอิเล็กทรอนิกส์ขาดแคลนทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น และมีผลทำให้ปริมาณการผลิตรถยนต์โลกมีทิศทางชะลอตัวลงไม่เว้นแม้ในไทย โดยเฉพาะรถยนต์นั่งซึ่งมีการใช้ชิ้นส่วนชิปอิเล็กทรอนิกส์มากกว่ารถปิกอัพ นอกจากนี้ ปัญหาราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วจากวิกฤติเดียวกันก็ยิ่งส่งผลทำให้กำลังซื้อของผู้บริโภคชะลอลงด้วย จึงมีโอกาสที่รถยนต์ซึ่งเป็นสินค้าที่มีมูลค่าสูงจะได้รับผลกระทบก่อน
   
โดยรวมแล้วศูนย์วิจัยกสิกรไทยจึงคาดการณ์ว่า ยอดขายรถยนต์ในประเทศของไทยปี 2565 นี้อาจทำได้ราว 825,000 คัน หรือขยายตัวราว 8.7% (YoY) จากฐานที่ต่ำมากในปี 2564 ที่ขายได้เพียง 759,119 คัน (ต่ำสุดในรอบ 13 ปี)
   
หากสถานการณ์ความตึงเครียดของสงครามรัสเซีย-ยูเครน ทวีความรุนแรงขึ้นมากจนกระทบต่อการผลิตชิ้นส่วน และราคาน้ำมันมากขึ้น ยอดขายรถยนต์ในประเทศอาจปรับลดลงไปได้ถึงระดับ 800,000 คัน เหลือขยายตัวเพียง 5.4% (YoY) แต่หากสถานการณ์การขาดแคลนชิ้นส่วนคลี่คลายได้เร็ว ก็อาจจะทำให้ยอดขายสูงเกินกว่า 825,000 คัน เปรียบเทียบในกรณีไม่มีสงครามที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเคยมองไว้ว่า น่าจะทำได้ 860,000 คัน ขยายตัว 13.3% (YoY)
   
รถปิกอัพเป็นกลุ่มที่มีโอกาสขยายตัวได้ดีกว่ารถยนต์นั่งในปี 2565 นี้ เนื่องจากได้รับผลกระทบจากระดับราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นน้อยกว่า เพราะภาครัฐมีนโยบายช่วยเหลือด้านราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลในประเทศ เพื่อลดผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม นอกจากนี้ การลงทุนภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐาน ระบบขนส่งและโลจิสติกส์ที่ยังคงเดินหน้าก็เป็นอีกปัจจัยสนับสนุน

Exit mobile version