Nissan Motor โชว์วิสัยทัศน์ Nissan Ambition 2030 ตั้งเป้าผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) 23 รุ่น ภายใน 10 ปี ลงทุน 2 ล้านล้านเยนภายใน 5 ปี มั่นใจเทคโนโลยีแบตเตอรี่ ASSB ดัน Nissan ยืนแถวหน้ารถยนต์ไฟฟ้าโลก
Makoto Uchida ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) Nissan บอกว่า องค์กรเอกชนมีบทบาทมากในการช่วยตอบสนองความต้องการของสังคม ด้วยวิสัยทัศน์ Nissan Ambition 2030 จะนำพาให้ Nissan ก้าวสู่ยุคใหม่ของการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า ด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำหน้า จะถูกนำมาใช้เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศ (carbon footprint) และยังสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ เราต้องการเปลี่ยนให้ Nissan เป็นบริษัทที่ยั่งยืนที่ลูกค้าและสังคมต้องการอย่างแท้จริง”

ในฐานะผู้บุกเบิกรถยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle หรือ EV) Nissan จะทำให้ทุกคนสามารถใช้รถยนต์ไฟฟ้าได้ โดยได้ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการชาร์จไฟ และการบริหารจัดการพลังงาน โดยทาง Nissan กำหนดให้การขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า เป็นกลยุทธ์หลักระยะยาวของ Nissan “Nissan Ambition 2030” ตั้งเป้าที่จะเร่งพัฒนาการขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าในหลายๆ ผลิตภัณฑ์ พร้อมขยายการพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีด้วยเงินลงทุน 2 ล้านล้านเยนภายในระยะเวลา 5 ปี
เนื่องจากลูกค้ามีความต้องการใช้รถยนต์ที่น่าตื่นเต้นเพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลาย ทาง Nissan จะเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้า (EV) 23 รุ่น โดยจะผลิตรถยนต์ไฟฟ้า 15 รุ่นออกวางตลาดภายในปีงบประมาณ 2573 โดยเป็นการพุ่งเป้าไปที่รถยนต์ไฟฟ้า 50% ของผลิตภัณฑ์รถยนต์ทั้งหมดที่จำหน่ายทั่วโลกภายใต้แบรนด์ Nissan และ INFINITI
โดยใน 5 ปีข้างหน้า Nissan จะเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้า และอี-พาวเวอร์ (e-POWER) อีก 20 รุ่น โดยจะทำการวางขายในตลาดสำคัญต่างๆ ภายในปีงบประมาณ 2569 ดังนี้ ยอดขายในยุโรปจะมากกว่า 75% ในญี่ปุ่นจะมียอดขายมากกว่า 55% ในจีนจะมากกว่า 40% ส่วนในสหรัฐอเมริกาจะขายรถยนต์อีวีมากกว่า 40% ภายในปีงบประมาณ 2573
Ashwani Gupta ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ (COO) Nissan กล่าวเสริมว่า Nissan ภูมิใจในด้านนวัตกรรมที่มีมาอย่างยาวนาน รวมไปถึงบทบาทในการปฏิวัติวงการรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ของ Nissan ด้วยเป้าหมายใหม่นี้ Nissan จะเป็นผู้นำในการนำพาโลกมุ่งสู่รถยนต์ไฟฟ้า โดยตอบสนองความต้องการของลูกค้าด้วยการนำเสนอยนตรกรรมที่น่าตื่นเต้น สร้างการเปิดรับต่อการใช้รถยนต์อีวี และสร้างโลกที่สะอาดกว่าเดิม
เพื่อยืนยันว่า Nissan กำลังก้าวสู่ยุคพลังงานไฟฟ้าอย่างเป็นรูปธรรม Nissan จึงได้เปิดตัวรถยนต์ต้นแบบที่จะยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าด้วยยความเชียวชาญทางด้านเทคโนโลยีของนิสสัน โดยรถยนต์ต้นแบบนี้ สะท้อนถึงความน่าตื่นเต้นที่เป็นไปได้จริง ที่ Nissan ต้องการจะนำเสนอให้ผ่านยานยนต์ที่ก้าวล้ำและระบบนิเวศน์
ASSB แบตเตอรี่ นวัตกรรมเปลี่ยนเกม
Nissan มีเป้าหมายที่ต้องการให้ลูกค้าของ Nissan ได้รับความปลอดภัย พร้อมกับได้รับความตื่นเต้นจากยนตรกรรม เพื่อทำให้เป้าหมายนี้เป็นจริง เทคโนโลยีแบตเตอรี่เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่จะทำให้ Nissan สามารถต่อกรในศึกรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ได้อีกครั้ง โดย Nissan เลือกที่จะเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน และนำเสนอเทคโนโลยีปราศจากโคบอล ซึ่งจะทำให้สามารถลดต้นทุนลงได้ถึง 65% ภายในปีงบประมาณ 2571
Nissan ตั้งเป้าที่จะเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ใช้เทคโนโลยีแบตเตอรี่ที่เป็นเอกสิทธ์เฉพาะของ Nissan Motor เอง ภายใต้ชื่อว่า all-solid-state batteries (ASSB) ให้ได้ภายในปีงบประมาณ 2571 ซึ่งจะใช้โรงงานของ Nissan ที่เมืองโยโกฮาม่า เป็นโครงการนำร่อง คาดว่า จะเริ่มได้ภายในปีงบประมาณ 2567
แบตเตอรี่ ASSB จึงเป็นปัจจัยความสำเร็จก้าวสำคัญของนิสสันที่ทำให้สามารถขยายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ได้ครอบคลุมทุกเซ็กเมนต์
แบตเตอรี่ ASSB จะเพิ่มสมรรถนะของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยจะใช้ระยะเวลาในการชาร์จไฟฟ้าเพียง 1 ใน 3 เท่านั้น แบตเตอรี่ ASSB จะทำให้รถยนต์ไฟฟ้ามีประสิทธิภาพมากขึ้น และครอบคลุมในทุกความต้องการของลูกค้าในทุกเซกเมนต์
Nissan คาดว่า เทคโนลี ASSB จะช่วยทำให้ราคาของแบตเตอรี่ลดลงเหลือเพียง 75 ดอลลาร์สหรัฐต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง ภายในปีงบประมาณ 2571 และจะลดลงเหลือ 65 ดอลลาร์สหรัฐต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง เพื่อให้ต้นทุนระหว่างรถยนต์ไฟฟ้า และรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเบนซินมีความใกล้เคียงกันมากขึ้น
Nissan ได้เพิ่มโอกาสในการการผลิตแบตเตอรี่ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า และรองรับการขยายตัวของประชากรรถยนต์ไฟฟ้า โดยร่วมมือกับพันธมิตร นิสสันมีเป้าหมายที่จะเพิ่มการผลิตแบตเตอรี่ทั่วโลก 52 GWh (จิกะวัตต์ชั่วโมง) ภายในปีงบประมาณ 2569 และเพิ่มเป็น 130 GWh (จิกะวัตต์ชั่วโมง) ภายในปีงบประมาณ 2573
เทคโนโลยีล้ำสมัย ปัจจัยหนุน
นวัตกรรมเทคโนโลยี เป็นอีกปัจจัยยหนึ่งที่จะทำวิสัยทัศน์ Nissan Ambition 2030 เป็นจริงมากขึ้น โดย Nissan จะเพิ่มเทคโนโลยีช่วยเหลือผู้ขับขี่อัจฉริยะ รวมถึงเทคโนโลยีอัจฉริยะอื่นๆ จะถูกนำมาใช้ในรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ของ Nissan มากขึ้น ซึ่ง Nissan จะยังคงมองหาโอกาส รวบรวมเอาบริการทุกอย่างในด้านการขนส่งมาไว้ในพื้นที่ที่อำนวยความสะดวกให้ลูกค้าได้มากที่สุดร่วมกับพันธมิตรอื่นๆ Nissan ตั้งเป้าที่จะนำเทคโนโลยีที่เรียกว่า ProPILOT ระบบขับขี่อัตโนมัติอัจฉริยะของ Nissan มาใส่ในรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ผลิตภายใต้แบรนด์ Nissan และ Infiniti รวม 2.5 ล้านคันภายในปีงบประมาณ 2569 Nissan ยังจะพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์อัตโนมัติ (autonomous) ต่อไป โดยมีเป้าหมายที่จะติดตั้งระบบ LIDAR รุ่นต่อไปในรถยนต์รุ่นใหม่ทุกรุ่นภายในปีงบประมาณ พ.ศ.2573
และเพื่อตอบสนองรูปแบบการเดินทางที่หลากหลายในแต่ละประเทศ Nissan จะร่วมมือกับพันธมิตรที่เหมาะสมที่สุด เพื่อให้บริการด้านการเดินทางรูปแบบใหม่ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นในเมือง และการเดินทางที่ยั่งยืนมากขึ้นในพื้นที่ชนบท
EV36Zero นิเวศการผลิตสีเขียว
นอกจากการยกระดับเทคโนโลยีแล้ว Nissan เลือกที่จะจ้างแรงงานในท้องถิ่น และจัดหาทรัพยากรสำหรับการผลิต เพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) Nissan จะกระจายแนวคิด EV Hub Concept ที่นิสสันเรียกว่า EV36Zero ที่ใช้ในโรงงานในสหราชอาณาจักรไปยังตลาดหลักอื่นๆ เช่น ญี่ปุ่น จีน และสหรัฐอเมริกา
แนวคิด EV36Zero เป็นระบบนิเวศการผลิตในโรงงานและการบริการแบบบูรณาการ โดยเชื่อมโยงการขับเคลื่อนและบริหารจัดการพลังงานเข้าด้วยกัน มีเป้าหมายเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศสุทธิให้เป็นศูนย์ (carbon neutrality) เพื่อให้มั่นใจได้ว่าแบตเตอรี่ของรถยนต์นั้นจะถูกใช้เพื่อความยั่งยืน ซึ่งเป็นเรื่องที่ Nissan เล็งเห็นและให้ความสำคัญมาโดยตลอด และประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญในการนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น (Repurposing) และการนำกลับมาใช้ใหม่ (Recycling) ที่ Nissan เรียกว่า 4R Energy Nissan มีแผนที่จะนำกระบวนการการนำแบตเตอรี่กลับมาใช้ใหม่ใช้ในประเทศอื่นๆ นอกเหนือจากญี่ปุ่น เช่น ในยุโรป
คาดว่าจะเริ่มได้ช่วงปีงบประมาณ 2565 และในสหรัฐอเมริกาในปีงบประมาณ 2568 ซึ่งปรับโครงสร้างพื้นฐานที่จะเกิดขึ้นจะสร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนในการจัดการพลังงานเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งเสริมให้เกิดธุรกิจแบตเตอรี่เชิงการค้าที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในรูปแบบต่างๆ ออกมา และแบตเตอรี่เพื่อที่อยู่อาศัยในช่วงกลางทศวรรษ 2020 พร้อมกันนี้ Nissan จะลงทุนในสถานีอัดประจุไฟฟ้าอีก 2 หมื่นล้านเยน ภายในปี 2569
ในขณะที่ Nissan เพิ่มความสำคัญในด้านการพัฒนานวัตกรรมในการขับเคลื่อน โดยการเพิ่มจำนวนนักวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงทั่วโลกอีก 3,000 ตำแหน่ง ส่งเสริมการเพิ่มทักษะให้กับพนักงานของบริษัทในปัจจุบัน นอกจากนี้ Nissan จะสานต่อความร่วมมือกับพันธมิตร เพื่อลดค่าใช้จ่ายและแบ่งปันความเชี่ยวชาญในด้านต่างๆ เช่น เทคโนโลยีที่ไม่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศสุทธิ ระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า ซอฟต์แวร์ และการบริการต่างๆ